วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

.การเดินทางไปวัดพระแก้ว

กระปุก.คอม2013ระบุว่า     แผนที่ การเดินทางไปวัดพระแก้ว


   
   อ้างอิง

กระปุก.คอม2013วัดพระแก้ว(ออนไลน์)สืบค้นจาก: http://travel.kapook.com[27 พฤศจิกายน]



ความสำคัญของวัดพระแก้ว

ความสำคัญของวัดพระแก้ว


กระปุก.คอม 2013ระบุว่าวัดพระแก้วเป็นวัดที่สำคัญและเป็นที่เชิดหน้าชูตาของบ้านเมือง ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศไทย สำหรับ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว พระอารามหลวงชั้นพิเศษ ที่ตั้งอยู่ตรงมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือของพระบรมมหาราชวัง อีกทั้งยังเป็นที่ประดิษฐาน พระมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ พระแก้วมรกต รวมถึงใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาที่สำคัญ

อ้างอิง

กระปุก.คอม2013วัดพระแก้ว(ออนไลน์)สืบค้นจาก: http://travel.kapook.com[27 พฤศจิกายน]

ประวัติผู้ก่อสร้างวัดพระแก้ว

ประวัติผู้ก่อสร้างวัดพระแก้ว


อีดูทูเด.คอม2013 ระบุว่า  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก องค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีมีพระนามเดิมว่า ด้วง เป็นบุตรคนที่ ๔ จากทั้งหมด ๕ คน ของนายทองดี เมื่อเด็กชายด้วง มีอายุครบ ๑๓ ปี บิดามารดาได้ทำพิธีตัดจุกให้ จากนั้นจึงได้ถวายตัวให้เป็นมหาดเล็กของ  เจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิต รัชทายาทแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ กระทั่ง   นายด้วงมีอายุครบ ๒๒ ปี จึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดมหาทลาย เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๐๐ ระหว่างที่จำพรรษาอยู่ พระภิกษุด้วงได้มีโอกาสรู้จักเป็นมิตรกับพระภิกษุหยง
(หรือนายหยง แซ่แต้ บุตรจีนไหหง และนางนกเอี้ยง ซึ่งต่อมาก็คือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ) ซึ่งได้บวชจำพรรษาอยู่ที่วัดโกษาวาสน์ ก่อนที่นายด้วงจะอุปสมบทประมาณ ๓ พรรษา   ต่อมาเมื่อลาสิกขาบทแล้ว นายหยงและนายด้วงก็ได้มีโอกาสเข้ารับราชการ ต่อมาในตอนปลายแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา โดยนายหยงได้เป็นตำแหน่งหลวงยกกระบัตรเมืองตาก และได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น"นายสิน" ส่วนนายด้วงก็รับราชการด้วยดีจนได้เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี  บิดามารดาเมื่อเห็นว่านายด้วงได้บวชเรียนและ
มีงานทำเป็นหลักฐานแล้ว  จึงได้ไปสู่ขอ ลูกสาวเศรษฐีใหญ่ชาวอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ชื่อ นางสาวนาค
๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๒๕ แล้วอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกขึ้นดำรงสิริราชสมบัติ ประกอบพระราชพิธิปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า" พระบาทสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิราชาธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนากาศภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศร ตรีภูวเนตรวรนารถนายกดิลกรัตนราชชาติอาชาวศรัย สมุทัยดโรมนต์ สกลจักรวาฬาธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์หริหรินทรา ธาดาธิบดี ศรีสุวิบูลยคุณอกนิษฐ ฤทธิราเมศวรมหันต์ บรมธรรมิกราชาธิราชเดโชไชย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร์ ภูมินทรปรมาธิเบศร โลกเชฎวิสุทธิ์ รัตนมงกุฎประกาศคตามหาพุทธางกูรบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว "  หรือต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ถวายพระนามใหม่ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกนับเป็นองค์ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๓๒๕โดยขณะนั้นทรงมีพระชนมายุ ๔๖ พรรษา   

อ้างอิง
อีดูทูเด.คอม2013ประวัติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก(ออนไลน์)สืบค้นจาก:
   http://www.edutoday.in.th  [27 พฤศจิกายน 2556]



ประวัติความเป็นมาของวัดพระแก้ว

ประวัติความเป็นมาของวัดพระแก้ว


Thai good view.com 2013 ระบุว่า วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา และมีพระราชประสงค์ให้วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ที่นำมาจากกรุงเวียงจันทร์ แต่แท้ที่จริงแล้ว พบเจอวัดพระแก้ว จังหวัดเชียงราย
และเป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล
 วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่มีส่วนสังฆาวาส
วัดพระศรีรัตนศาสดารามได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาโดยตลอด การบูรณะครั้งใหญ่ทั้งพระอาราม มีขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 100 ปี ใน พ.ศ. 2425 ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ทั้งพระอารามในโอกาสที่มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี ในรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ทั้งพระอารามอีกครั้งใน พ.ศ. 2525 เมื่อมีการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นองค์ประธานในการบูรณะ
ตั้งอยู่ส่วนกลางของวัดพระศรีรัตนศาสดาราม มีกำแพงแก้วล้อมรอบ มีซุ้มประดิษฐานเสมารวม ๘ ซุ้ม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๓๒๖ เพื่อประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (แก้วมรกต) ที่พระองค์ทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๒๒
ในการสร้างพระอุโบสถหลังนี้ใช้เวลา ๓ ปี สำเร็จเรียบร้อยลงใน พ.ศ. ๒๓๒๘ ต่อมา เมื่อประมาณได้เกิดเพลิงไหม้บุษบกทรงพระแก้วมรกตซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ซ่อมขึ้นใหม่ให้ทันฉลองวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปลายรัชกาล
หลักฐานการก่อสร้างและรายละเอียดทางสถาปัตยกรรม ของพระอุโบสถในรัชสมัยนี้ไม่ชัดเจนนัก นอกจากบ่งไว้ว่า ฝาผนังรอบนอกเป็นลายรดน้ำปิดทองรูปกระหนกเครือแย่งทรงข้าวบิณฑ์ดอกในบนพื้นสีชาด ฝาผนังด้านในเหนือประตูด้านสกัดเป็นภาพเรื่องมารวิชัยและเรื่องไตรภูมิ

ส่วนฝาผนังด้านยาวเขียนภาพเทพชุมนุมตามแบบที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยา ฝาผนังระหว่างหน้าต่างเขียนภาพเรื่องปฐมสมโพธิ หลังคามุงด้วยกระเบื้องเคลือบซึ่งปรากฏว่ามีการแก้ไขในรัชกาลที่ ๓ และ ๔ ในภายหลังดังที่เห็นได้ในปัจจุบัน

พระทวารกลาง เป็นพระทวารใหญ่สูง ๘ ศอกคืบ กว้าง ๔ ศอกคืบ ตัวบานเป็นบานประดับมุกลายช่องกลม ส่วนพระทวารข้างเป็นทวารรองสูง ๗ ศอก กว้าง ๓ ศอก ๑ คืบ ๑๐ นิ้ว ตัวบานเป็นบานประดับมุกกลายเต็ม ซึ่งบานพระทวารทั้ง ๒ แห่งนี้ สมเด็จ ฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ประทานความเห็นว่า "เป็นฝีมือที่น่าชมยิ่ง ตั้งใจทำแข่งกับบานที่ทำครั้งแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งอยู่ที่วิหารยอด"

ภายในพระอุโบสถได้รับการตกแต่งอย่างวิจิตรงดงามตั้งแต่เพดานถึงพื้น กลางห้องประดิษฐานพระแก้วมรกตในบุษบกทองคำพร้อมด้วยพระพุทธรูปสำคัญมากมาย

อ้างอิง
Thai good view.com.2013.ประวัติวัดพระแก้ว(ออนไลน์)สืบค้นจาก:
http://www.thaigoodview.com/node/78103  [13 พฤศจิกายน  2556]